วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2551

ความสำคัญของกฎหมาย

เพื่อนที่รักทั้งหลาย หลายท่านที่เป็นผู้สอนในสถานศึกษา อาจได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลการเรียนการสอน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ฯ ผมจึงรวบรวมเนื้อหา ในกลุ่มกฎหมายมาฝาก ซึ่งได้จัดทำไว้ 10 หน่วยการเรียน ได้แก่
1. ความรู้เบี้องต้นเดี่ยวกับกฎกมาย
2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตนเอง
3. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว
4. กฎหมารยที่เกี่ยวข้องกับมรดก
5. กฎหมายแพ่งที่เกี่ยวข้องกับชุมชน (การซื้อขาย การเช่า การเช่าซื้อ การยืม การกู้ยืม กฎหมายที่ดิน กฎหมายแรงงาน การประกันสังคม) (แบ่งเป็น 2 หน่วย)
6. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสังคม (กฎหมายอาญา กระบวนการยุติธรรม รัฐธรรมนูญ) (แบ่งเป็น 2 หน่วย)
7. แนวการปฏิบัติตนตามกฎหมาย
สำหรับในเบื้องต้นนี้ ขอนำมาฝาก 1 ชั่วโมงก่อน และจะนำ post ไว้ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ตรับ หากมีผู้สนใจ จะนำมาเรื่อย ๆ ครับ
หน่วยการเรียนที่ 1
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย
ตอนที่ 1.1 ปทัสถานของสังคม
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติแล้ว มนุษย์จำเป็นต้องมีแนวปฏิบัติต่อกัน ระหว่างคนต่อคน คนต่อธรรมชาติ และคนต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ในการปฏิบัติต่อกันของสมาชิกในสังคม ต้องปฏิบัติในแนวทางที่สมาชิกส่วนใหญ่ให้การยอมรับ แนวทางการปฏิบัตินี้ เรียกว่า ปทัสถานของสังคม (Social Norm)
ปทัสถาน หมายถึง ระเบียบ กฎ กติกาการปฏิบัติกันของสมาชิกในสังคม ซึ่งคนส่วนใหญ่ให้การยอมรับ ปทัสถานนี้จะเป็นสิ่งควบคุมให้สมาชิกได้ปฏิบัติในสิ่งที่สังคมให้การยอมรับ เมื่อสมาชิกปฏิบัติตามปทัสถานแล้ว จะทำให้สังคมมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น สำหรับท้องถิ่นที่มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ปทัสถานของสังคมนั้น ๆ ย่อมแตกต่างกันไปด้วย โดยส่วนมากแล้ว ปทัสถานสามารถจำแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้
การตำหนิ นินทา เป็นการทำโทษทางสังคม
1.วิถีประชา (Folkways) ผู้รู้บางท่านเรียกว่า วิถีชาวบ้าน นักเรียนจะใช้คำใดก็ได้เนื่องจากทั้ง 2 คำนี้ มีความหมายใกล้เคียงกัน ซึ่งหมายความว่า แนวปฏิบัติของคนในสังคมอันคนส่วนใหญ่ของสังคมนั้นกระทำ หรืองดกระทำ ซึ่งแนวทางการปฏิบัตินี้มีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่ามารยาทในสังคมที่ทุกคนพึงปฏิบัติ หรืองดเว้นการปฏิบัติ เช่น การไปวัดควรแต่งกายอย่างไร ควรแสดงกิริยาอย่างไร ไม่ควรแสดงกิริยาอย่างไร ซึ่งแต่ละสังคมจะมีระเบียบแบบแผนที่แตกต่างกันออกไป ในบางเรื่องก็เป็นค่านิยมของสังคม เช่น การไปร่วมพิธีในงานปลงศพ ผู้ใดที่แต่งกายสีฉูดฉาด จะได้รับการตำหนิ
ติเตียนจากบุคคลอื่นได้ แต่ถ้าผู้ใดปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของสังคม จะได้รับแรงจูงใจให้ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนให้มากขึ้น ซึ่งแรงจูงใจนี้จะเป็นคำยกย่องชมเชยจากสมาชิกในสังคมนั้น การที่สมาชิก ของสังคมไม่ปฏิบัติตามวิถีประชา สังคมจะมีสภาพบังคับ (Sanction) โดยการตำหนิ ติเตียน การนินทา
การไม่สมาคมด้วย ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่าพรหม-ทัณฑ์ เป็นต้น
2. ศีลธรรม (Morals) คือ ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ว่าการกระทำใดเป็นการกระทำที่ชอบ การกระทำใดที่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบ (วิษณุ เครืองาม. 2526 : 7) ศีลธรรมเป็นแนวปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาในแต่ละศาสนา คำสอนเหล่านี้มีความมุ่งหมาย เพื่อให้สมาชิกของสังคมเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีพฤติกรรมที่สังคมพึงประสงค์ อันจะส่งผลให้สังคมมีความสงบสุขอีกด้วย ถ้าสมาชิกของสังคมไม่ปฏิบัติตาม หรือไม่อยู่ในกรอบของศีลธรรมแล้ว สังคมจะมีสภาพบังคับหรือลงโทษตามความเชื่อของศาสนานั้น เช่น บาป การตกนรก (พุทธ) การถูกสาป หรือ พระเจ้าแช่ง (คริสต์) การไม่ได้เฝ้าพระมะหะหมัด (อิสลาม) การไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพรหม (พราหมณ์) แต่ถ้าสมาชิกผู้ใดประพฤติปฏิบัติตามกรอบของศีลธรรมแล้ว จะได้รับการเสริมแรงหรือ แรงจูงใจให้มีการปฏิบัติดีมากยิ่งขึ้น โดยการได้ขึ้น สวรรค์ (พุทธ) การได้รับพรจากพระเจ้า (คริสต์) การได้เข้าเฝ้าพระมะหะหมัด(อิสลาม) การได้เป็นส่วนหนึ่งของพรหม (พราหมณ์) เป็นต้น การลงโทษหรือการเสริมแรงนี้ อาจจะได้รับผลแห่งการกระทำในภพนี้หรือภพหน้าก็ได้
3. กฎหมาย (Laws) เป็นปทัสถานของสังคมประเภทหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากผู้มีอำนาจสูงสุดของสังคม เรียกว่า รัฏฐาธิปัตย์ ได้กำหนดขึ้น เพื่อให้สมาชิกของสังคมปฏิบัติตาม โดยมีการกำหนดสภาพบังคับและให้เกิดผลบังคับในภพนี้ไว้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งสภาพบังคับนี้อาจแตกต่างกันตามประเภทของกฎหมาย เช่น ประมวลกฎหมายอาญา ได้กำหนดสภาพบังคับแก่ผู้ละเมิดกฎหมาย หรือผู้ละเว้นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไว้ 5 ประการ คือ การริบทรัพย์สิน การปรับ การกักขัง การจำคุกและการประหารชีวิต ส่วนกฎหมายแพ่งได้กำหนดสภาพบังคับ ไว้หลายประการ ตามประเภทของความเสียหายของผู้เสียหาย เช่น การชดใช้ราคา การชำระราคา การริบมัดจำ การกระทำตามสัญญา การงดเว้นกระทำการ หรือการทดแทนค่าเสียหาย เป็นต้น
จากการศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมาย นักวิชาการทางกฎหมายเชื่อกันว่า กฎหมายเกิดขึ้นพร้อมกับสังคมมนุษย์ โดยพัฒนามาจากระเบียบ กติกา หรือปทัสถานของสังคมที่ไม่มีความซับซ้อน พัฒนาเป็นกฎหมาย เพื่อให้สามารถควบคุมสังคมที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า สังคมมนุษย์ในกลุ่มอารยธรรม
เมโสโปเตเมียได้สร้างกฎหมายฮัมมูราบี ขึ้นใช้ตั้งแต่ 1900 ปีก่อนคริสต์ศักราช และสังคม
อื่น ๆ ได้สร้างกฎหมายต่าง ๆ ขึ้นใช้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายสิบสองโต๊ะ (753 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ประมวลกฎหมายฮินดูของ พระมนู คนไทยรู้จักกันในชื่อ กฎหมายพระมนู-ธรรมศาสตร์ ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคมไทยในสมัยอยุธยา - รัตนโกสินทร์ ก่อนที่จะได้รับอิทธิพลแนวคิดกฎหมายสมัยใหม่จากชาติตะวันตกในเวลาต่อมา

ไม่มีความคิดเห็น: